คอนโดเสร็จแล้ว! ไม่ได้หมายความว่าเราจะย้ายสิ่งของ หรือเฟอร์นิเจอร์เข้าไปอยู่ได้เลย

เพราะบางเรื่องที่คาดไม่ถึง อาจเกิดขึ้นได้! จะเป็นอย่าไงถ้าคุณพบว่า ห้องที่คุณซื้อนั้นเกิดปัญหามากมายไม่จบไม่สิ้น จะเรียกร้องจากโครงการ หรือนิติบุคคลก็สายเกินไป และกระบวนการต่างๆก็ยุ่งยากเหลือเกิน ดังนั้น เพื่อเป็นประโยชน์แก่ทุกท่าน ก่อนที่จะทำการย้ายเข้าไปอยู่คอนโดนนั้น จึงต้องมีการตรวจสอบความเรียบร้อยภายในห้องเสียก่อน

ข้อดีของการตรวจรับคอนโด

  1. ทำให้เรารู้สึกถึงความปลอดภัยในการอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ระบบประปา และระบบสุขาภิบาล
  2. ในฐานะผู้บริโภคเราไม่ควรถูกเอารัดเอาเปรียบหากมีการสร้างหรือตกแต่งที่ไม่เรียบร้อย หรือสมัยนี้เค้ามักเรียกกันว่า งานหยาบ ต้องรีบแจ้งโครงการเพื่อแก้ไขให้ตรงตามสเป็กที่คุยไว้ตั้งแต่แรก
  3. ลดความยุ่งยากในการแก้ไขและซ่อมแซม เพราะเมื่อย้ายเข้าไปอยู่แล้วการแก้ไขจะยุ่งยากมาก

บางท่านอาจจะยังไม่รู้ ว่าเราสามารถจ้างบริษัท หรือผู้เชี่ยวชาญในการดำเนินการได้ แต่จะเสียเงินไปทำไม ในเมื่อเรื่องง่ายๆแบบนี้ เราเองก็สามารถทำเองได้

อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการตรวจรับคอนโด

  1. กระดาษ เอาไว้จดรายการที่ต้องซ่อมแซม กระดาษโพสอิทแบบเล็ก เอาไว้แปะจุดที่ต้องแก้ไข
  2. ไขควงวัดไฟ หรือเอาสายชาร์ทมือถือไปด้วยในกรณีที่ไม่มีไขควงวัดไฟ
  3. ถังน้ำ ใส่น้ำเพื่อเทเช็คระดับของพื้น ไม่ว่าจะเป็นระเบียงหรือห้องน้ำ
  4. ถุงมือและถุงเท้า ใช้สำหรับตรวจสอบพื้นห้องและผนังห้อง
  5. ลูกแก้ว สำหรับตรวจสอบพื้นห้องเช่นกันคะ แต่เพื่อดูความลาดเอียง พื้นไม่เสมอ หรือเป็นหลุม
  6. กล้องถ่ายรูป หรือกล้องโทรศัพท์มือถือที่สามารถถ่ายแล้วชัดเห็นรายละเอียด เพื่อเก็บเป็นหลักฐาน

6 ขั้นตอนนี้ไม่ต้องอาศัยความเชียวชาญมากเท่าไหร่ แค่สวมบทคุณครูจอมเนี๊ยบ จอมระเบียบเข้าไว้ยิ่งดีค่ะ เพราะจุดเล็กๆน้อยๆ จะได้ไม่ลอดผ่านสายตาไปได้

ขั้นตอนการตรวจรับคอนโดด้วยตัวเอ

พื้น โดยทั่วไปแล้วพื้นจะเป็นพื้นไม้ลามิเนต การตรวจเช็คนอกจากการดูด้วยตาเปล่าแล้ว การใช้เท้าของเราเองสัมผัสก็ช่วยได้เยอะ วิธีคือ ใส่ถุงเท้าแล้วเดินลากเท้าดู ว่าสะดุดตรงไหนบ้าง ตรงไหนพื้นบวม เป็นโพรงไม่สนิท หรือเหมือนจะหลุดออก หรือการตรวจพื้นอีกข้อ คือใช้ลูกแก้วกลิ่งราบไปกับพื้น เพื่อดูการปูพื้นของห้องว่าเสมอกันหรือไม่ ดังนั้นเมื่อเราพบปัญหาดังกล่าวก็ควรจดบันทึก ถ่ายรูป และมาร์คจุดด้วยโพสอิทตรงพื้นผิวบริเวณที่ต้องแก้ไขนั้นไว้

ในส่วนของพื้นแบบกระเบื้อ จะพบในห้องน้ำและระเบียง การตรวจดูนั้น ไม่ว่าจะเป็นคอนโดหรือบ้านจะทำคล้ายๆ กัน คือเทน้ำจากถังแล้วดูการไหลของน้ำ หากน้ำไหลลงรูระบายน้ำปกติจนน้ำหมดแปลว่าช่างเทพื้นได้องศามาตรฐาน แต่หากน้ำไหลช้า ไหลไม่หมด น้ำยังค้างอยู่ต้องบันทึกสำหรับการแก้ไขไว้เพราะการเทพื้นห้องน้ำหรือพื้นระเบียงต้องทำให้ได้องศาเพื่อน้ำจะได้น้ำระบายได้คล่องตัว ไม่เกิดปัญหาน้ำขังในอนาคต

ผนังหรือวอลเปเปอร์ สำหรับห้องที่เป็นผนังเปล่า จะเช็คได้ง่ายกว่าผนังที่ติดวอลเปเปอร์แล้ว สามารถดูด้วยตาเปล่าได้ว่าผนังมีการฉาบเรียบหรือไม่ เกิดรอยร้าวบริเวณไหนบ้าง สีที่ทามีความสม่ำเสมอ หรือมีรอยด่างดำตรงไหนหรือเปล่า เหมือนเดิมค่ะ เมื่อพบจุดที่ต้องแก้ไข ให้จดและถ่ายรูปไว้พร้อมกับติดโพสอิท

สำหรับผนังห้องที่ติดวอลเปเปอร์ สิ่งที่ควรดูคือเกิดรอยฉีกขาดหรือไม่ ความเนียนตามจุดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขอบหรือรอยต่อที่เราในฐานะคนอาศัยต้องใส่ใจในการดูเป็นพิเศษ ในกรณีที่ติด wallpaper นั้นความยากในการตรวจสอบก่อนเข้าอยู่ สิ่งที่ไม่ควรพลาดคือผนังห้องจริงๆ ที่เรามองไม่เห็น ดังนั้นการตรวจรับนอกจากตาเปล่าแล้ว ยังต้องอาศัยถุงมือเข้ามาช่วยในการสัมผัสหรือลูบผนังที่เป็นวอลเปเปอร์ การลูบผนังห้องจะทำให้เรารู้ว่าผนังจริงภายในมีการฉาบผนังเรียบหรือไม่ การติดวอลเนียนหรือเปล่า และนอกจากนี้ควรดูที่บัวเชิงพนังด้วยว่ามีการติดตั้งเนียนสนิทหรือไม่

เพดาน การตรวจรับคอนโดนั้น สิ่งที่หลายคนมักจะลืมไปคือการดูเพดานนั่นเอง เพดานที่ดีควรเรียบเสมอกันทั้งหมด ไม่มีคราบน้ำที่เป็นร่องรอยของการรั่วซึมจากห้องด้านบน และไม่เป็นแอ่ง หรือตกท้องช้าง

ระบบไฟฟ้า อุปกรณ์ที่ควรมีคือไขควงวัดไฟ เครื่องชาร์ทโทรศัพท์มือถือ และโทรศัพท์บ้านแบบใช้ถ่านหากสามารถหามาได้เพื่อตรวจสอบระบบสัญญาณโทรศัพท์นั่นเอง ในส่วนของระบบไฟฟ้าให้เปิดไฟทั้งหมดในห้องทุกห้อง รวมทั้งเครื่องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า เพื่อทดสอบดูว่าไฟเข้าหรือไม่ อุปกรณ์เครื่องใช้ที่ทางโครงการแถมมาให้ชำรุดหรือเปล่า ส่วนเต้าเสียบให้ใช้ไขควงวัดไฟเช็คดูว่ามีไฟหรือไม่ เมื่อพบว่าจุดใดหรืออุปกรณ์ไหนชำรุดให้จดและถ่ายรูปไว้พร้อมติดโพสอิทเพื่อบอกให้ช่างรู้ตอนซ่อมแซม

ในกรณีไฟรั่วจะรู้ได้อย่างไร วิธีง่ายๆ และไม่เสี่ยงคือ ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ทุกอย่างภายในห้องทั้งหมดแล้วดูที่มิเตอร์ หากมิเตอร์ไฟยังเดินก็แสดงว่าภายในห้องมีไฟรั่ว ต้องรีบแจ้งให้ช่างทราบโดยด่วน

ระบบประปาสุขาภิบาล บางครั้งเรื่องน้ำในการตรวจรับคอนโดก็ไม่ควรชะล่าใจเป็นอันขาด อย่าคิดว่าแค่เปิดก๊อกแล้วน้ำไหลก็จบไม่มีอะไร นั่นเป็นสิ่งที่ผิดเอามากๆ เพราะระบบน้ำที่เราต้องตรวจสอบมีมากกว่า คือต้องดูระบบการระบายน้ำและแรงดันน้ำด้วย สำหรับการตรวจการระบายน้ำเปิดน้ำให้เต็มในแต่ละจุดแล้วจึงค่อยเปิดรูระบายออก รอดูว่าน้ำระบายหมดหรือไม่ เพราะบางครั้งท่อน้ำอาจจะมีเศษหินหรือเศษปูนอุดตัน ในส่วนของแรงดันน้ำให้ลองเปิดน้ำในแต่ละจุดพร้อมๆ กัน แล้วสังเกตว่าแรงดันน้ำที่ไหลออกมาตกหรือเปล่า

อีกจุดที่ต้องสังเกตคือตามท่อระบายน้ำในส่วนของอ่างล้างหน้า ซิงค์ล้างจาน ว่ามีน้ำรั่วซึมออกมาหรือไม่ และมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ออกมาด้วยหรือเปล่า เมื่อตรวจสอบแล้วพบปัญหาดังกล่าวต้องบันทึกไว้ ติดโพสอิทและแจ้งโครงการค่ะ

ประตูและหน้าต่า นอกจากความสวยงามในเรื่องของการออกแบบภายในห้องแล้ว ความปลอดภัยก็ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง อย่างประตูหน้าต่างที่ต้องแข็งแรง ลูกบิดต้องยึดติดกับบานประตูแน่น ส่วนหน้าต่างบานเลื่อนกระจกก็ไม่ควรมีรอยร้าวหรือรอยแตก ตรวจสอบวงกบด้วยว่าสนิทแนบชิดกันหรือมีรอยแยกหรือเปล่า

สำหรับประตูบานเลื่อน ดูที่รางเลื่อนด้วยว่ารางฝืดหรือตกรางไหม การตรวจสอบต้องทำหลายๆ ครั้ง คือเปิด-ปิด เลื่อนเข้า – เลื่อนออก ลองทำหลายๆ ครั้งเพื่อทดสอบว่าหากใช้งานบ่อยๆ จะเกิดปัญหาอะไรตามมาหรือไม่ หากเกิดเสียงดัง หรือประตู-หน้าต่างปิดไม่สนิทก็ควรจดพร้อมถ่ายรูปและแปะโพสอิทตรงบริเวณนั้นไว้ทุกจุดที่พบปัญหา

นอกจากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ สิ่งที่เราไม่ควรละเลยคือ ยาแนว และสุขภัณฑ์เครื่องใช้ต่างๆ ที่ทางโครงการแถมมาให้ คือ อ่างล้างหน้า ตู้อาบน้ำ (Shower Box), ระบบเครื่องทำน้ำอุ่น, เคาน์เตอร์ครัว, อ่างล้างจาน, ระบบเตาไฟฟ้า, เครื่องดูดควัน, ชั้นวางของ, เครื่องปรับอากาศ, คอมเพรสเซอร์แอร์, ท่อน้ำทิ้งจากเครื่องปรับอากาศ หากตรวจพบว่าชำรุด หรือไม่อยู่ในสภาพปกติพร้อมใช้งานให้จดบันทึก ถ่ายรูปไว้และติดโพสอิทไว้

หลังจากที่เราทำการตรวจเรียบร้อยแล้วนั้น เราควรทำงานรายงานสรุปว่าทางโครงการต้องแก้ไขและซ่อมตรงไหนให้เราบ้าง ส่วนการซ่อมแซมต้องใช้เวลา บางคอนโดต้องใช้เวลาเป็นเดือน เพราะการตรวจซ่อมนั้นจะต้องเป็นไปตามคิวของห้องที่แจ้งเรื่อง และที่สำคัญเมื่อเจ้าหน้าที่ทำการซ่อมทุกอย่างครบแล้ว เราผู้เป็นเจ้าของต้องตรวจสอบให้ละเอียดอีกครั้งค่ะ

และทั้งหมดนี้คือสิ่งจำเป็นที่เจ้าของคอนโดจำเป็นต้องรู้และปฏิบัติอย่างเคร่งครัดค่ะ เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาภายหลังจากการโอน เพราะหากต้องกลับมาแก้อีกครั้งจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากๆค่ะ หรือบางครั้งคุณเอง อาจจะต้องเสียเงินซ่อมเองเลยก็ได้ค่ะ

ที่มา: KapookPR Chula